พูดคุยแบบเจาะลึกกับ ‘Shye’ ศิลปินอินดี้ป๊อปดาวรุ่งพุ่งแรงก่อนคอนเสิร์ตครั้งแรกของเธอในกรุงเทพฯ
- Wildest Youth

- Apr 25, 2025
- 3 min read
สัมภาษณ์ โดย กฤษฎ์ พรหมใจรักษ์
Shye ศิลปินสาวชาวสิงคโปร์ผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และความสามารถรอบด้าน ตั้งแต่การจรดปากกาเขียนเนื้อร้อง กลั่นกรองท่วงทำนอง ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการมิกซ์และมาสเตอร์ เธอคือศิลปิน DIY พันธุ์แท้ที่สร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเองในทุกรายละเอียด ด้วยซาวด์ดนตรีที่ผสมผสานหลากหลายแนว ตั้งแต่ Bedroom Pop หวานละมุน สู่ Shoegaze และ Dream Pop สุดล่องลอย ทำให้ผลงานของเธอไม่เคยหยุดนิ่งและสร้างความประหลาดใจให้ผู้ฟังอยู่เสมอ
และล่าสุดกับประสบการณ์สุดท้าทายในรายการเรียลลิตี้ชื่อดังอย่าง ‘Chuang Asia Thailand’ ที่กรุงเทพฯ ได้เปิดโลกและมอบมิตรภาพอันล้ำค่าให้กับเธอ ในบทสัมภาษณ์สุดพิเศษนี้ เราจะมาพูดคุยกับ Shye ถึงเส้นทางการทำเพลงอันน่าทึ่ง แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน ความผูกพันกับแฟนเพลง ไปจนถึงอาหารไทยจานโปรด และคำ Singlish ที่เธออยากให้ทุกคนได้รู้จัก เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาทำความรู้จักกับศิลปินสาวมากเสน่ห์คนนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกันเลย!

อะไรที่ทำให้คุณเริ่มสนใจดนตรีตั้งแต่แรก?
Shye : มันเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมากค่ะ เพราะฉันเติบโตมากับการเป็นนักเต้น ฉันเคยเต้นบัลเลต์, เต้นรำจีน และไม่มีใครในครอบครัวฉันเล่นดนตรีเลย อีกทั้งไม่มีใครแนะนำดนตรีให้ฉันรู้จักจริงๆ จังๆ ด้วยค่ะ ตอนที่ฉันอยู่ชั้นมัธยม ฉันเคยแสดงละครเวทีค่ะ ดนตรีเพิ่งเข้ามาในชีวิตฉันตอนอายุประมาณ 16 ปี มันเหมือนมาจากไหนก็ไม่รู้ค่ะ ฉันไม่ได้คาดหวังเลย แต่ฉันชอบร้องเพลงมาตลอด แต่ในเรื่องของการเขียนเพลง การทำเพลง ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าฉันรักมันตอนที่ฉันเริ่มใช้ GarageBand ในคอมพิวเตอร์เก่าของฉันค่ะ แล้วค่อยๆ ฉันก็เริ่มทำเพลงคัฟเวอร์สั้นๆ แล้วก็เขียนเดโมสั้นๆ เพลงหนึ่ง ซึ่งฉันไม่เคยคิดว่ามันจะไปได้ไกล เพราะฉันไม่มีแผนที่จะทำมันต่อไปเลยค่ะ ตอนที่ฉันปล่อยเพลงแรกของฉันในเดือนพฤษภาคม ปี 2018 มันเหมือนเป็นแค่สิ่งที่อยู่ในรายการสิ่งที่อยากทำของฉันค่ะ แบบ โอ้! ฉันมีเพลงอยู่บน Spotify แล้วจากนั้นฉันก็เริ่มปล่อยเพลงออกมามากขึ้น เพราะ โอ้! มีคนฟังเพลงของฉัน และพวกเขาก็รู้สึกร่วมไปกับเพลงที่ฉันเขียน ตอนนี้ฉันก็ยังอยู่ที่นี่และยังคงทำเพลงต่อไปค่ะ ฉันรู้สึกขอบคุณมากๆ สำหรับคนที่สนับสนุนฉัน เพราะฉันเป็นศิลปินอิสระมาตั้งแต่แรก และบางทีมันก็เหนื่อยและยากลำบากอยู่บ้าง แต่ทุกครั้งที่ฉันได้เล่นคอนเสิร์ตและได้พบผู้คนใหม่ๆ ได้เพื่อนใหม่ มันคุ้มค่าเสมอค่ะ
โอเค แน่นอนว่า วัยรุ่นส่วนใหญ่ ช่วงอายุ 16-17 แททุกคนก็ฟังเพลง ไปดูคอนเสิร์ต หรืออะไรก็ตาม แต่สำหรับการที่จะทำเพลงเป็นศิลปิน มีวงดนตรีหรือศิลปินคนไหนที่ให้แรงบันดาลใจทำให้คุณเลือกเส้นทางสายนี้?
Shye : สิ่งที่จุดประกายให้ฉันเริ่มเขียนเพลงและทำเพลงคือ... ตอนนั้นฉันฟังเพลงของ Tame Impala เยอะมาก และฉันก็ดูวิดีโอของ Kevin Parker ที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการสร้างเพลงของเขาเยอะมาก แล้วฉันก็คิดว่ามันเจ๋งมาก แต่ฉันคิดว่าบุคคลหลักที่ทำให้ฉันอยากที่จะทำงานเพลงอย่างจริงจังคือ Clairo เพราะตอนที่ฉันอายุ 16 ปี ในปี 2018 เธอกำลังโด่งดังมากกับซิงเกิล ‘Pretty girl’ ฉันคิดว่าฉันรู้สึกรีเลทเธอได้ เพราะฉันเป็นผู้หญิง และเธอก็ทำเพลงเอสไตล์ bedroom pop/indie ในตอนนั้น มันเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับฉันเลยค่ะ แบบ ว้าว ฉันก็ทำแบบนี้ได้เหมือนกัน และมันไม่ได้มีแค่วิธีเดียวในการทำเพลง มันมีหลากหลายวิธีมากๆ แล้วจริงๆ ฉันก็ได้ไปเล่นเปิดให้กับเธอตอนที่เธอมาสิงคโปร์ในปี 2019 ด้วยค่ะ มันเป็นอะไรที่บ้ามากสำหรับฉัน เพราะเธอคือคนที่ฉันได้รับแรงบันดาลใจมากๆ และฉันก็รู้สึกขอบคุณมากๆ ที่ได้เจอเธอและได้เล่นคอนเสิร์ตด้วยกันค่ะ
คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้พบกับฮีโร่ของคุณ?
Shye : โอ้โห! โมเมนต์นั้นมันแบบ... เกินจริงไปมากเลยค่ะ! คือทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วสุดๆ ฉันเพิ่งจะมาลุยงานเพลงจริงๆ จังๆ ได้ไม่นานเอง ประมาณว่าเพิ่งจะเริ่มได้ไม่กี่เดือนเองมั้งคะ แล้วงานนั้นก็เป็นหนึ่งในโชว์แรกๆ ในชีวิตฉันเลยด้วย คนดูเยอะมากกก และตอนนั้นฉันยังใหม่กับการแสดงบนเวทีสุดๆ ยังงงๆ กับการใช้แล็ปท็อปอยู่เลยค่ะ (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นมันมีแค่ฉันกับแล็ปท็อปคู่ใจบนเวที ไม่มีวง ไม่มีเครื่องดนตรีอะไรทั้งนั้น แอบใจแป้วเหมือนกันค่ะที่ต้องลุยเดี่ยว แต่ฉันว่าทุกคนน่าจะสนุกกันนะคะ แล้วก็ได้แฟนเพลงเพิ่มขุ้นเยอะเลยจากโชว์วันนั้น หลายๆ คนก็ยังติดตามกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ มันเป็นอะไรที่... ว้าว! มากๆ ค่ะ! เหมือนฝันที่เป็นจริงเลย!
เธอได้ฟังเพลงของคุณไหม?
Shye : ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเธอดูโชว์ของฉันทั้งเซ็ตเลยนะคะ แล้วเมื่อไม่นานมานี้ฉันก็เพิ่งทำคลิป TikTok เล่าถึงประสบการณ์การได้เปิดเวทีให้เธอ เพราะมีคนถามฉันเรื่องนี้เยอะมากเหมือนกัน แต่ฉันก็ไม่เคยพูดถึงมันจริงๆ จังๆ สักที ก็เลยคิดว่า เออ เล่าให้ฟังหน่อยดีกว่า แล้วหลังจากนั้นเธอก็เริ่มฟอลโลว์ฉันใน TikTok ค่ะ หนูว่าเธอน่าจะจำหนูได้แน่นอน เพราะว่าฉันก็มีตอบสตอรี่เธอไปบ้างเป็นครั้งคราว เธอก็จะขอบคุณกลับมาตลอด เธอน่ารักมากๆ เลยค่ะ
ในด้านการทำเพลงคุณเป็นคนลงมือทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เขียนเนื้อร้อง โปรดิวซ์ ไปจนถึงมิกซ์และมาสเตอร์! ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำแบบ DIY 1000% เช่นนี้เหมือนคุณ อะไรคือแรงบันดาลใจให้คุณสนใจด้านมิวสิกโปรดักชัน?
Shye : ฉันว่าน่าจะเป็นเพราะตอนที่ฉันเริ่มทำเพลงแรกๆ ฉันยังใหม่มากๆ แล้วก็คิดว่าทุกคนก็ทำกันแบบนี้หมด คือทุกคนทำมิกซ์และมาสเตอร์เพลงเองหมด ฉันยังเด็กแล้วก็ไม่รู้อะไรเลยค่ะ นั่นแหละค่ะที่ทำให้ฉันทำแบบนั้นมาเรื่อยๆ พอได้ทำงานในวงการนี้มาสักพักถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วมีทั้งมิกซ์เอนจิเนียร์ มาสเตอร์ริ่งเอนจิเนียร์ แล้วก็มีขั้นตอนเบื้องหลังเพลงอีกเยอะแยะเลยค่ะ สำหรับฉัน ฉันว่าฉันชอบมิกซ์และมาสเตอร์จริงๆ นะคะ มันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานของฉันไปแล้ว เพราะพอฉันอัดเพลงเสร็จ ฉันอยากจะเริ่มมิกซ์และมาสเตอร์ทันทีเลยค่ะ มันเป็นสิ่งที่ฉันเรียนรู้ด้วยตัวเองจาก YouTube แล้วก็จากการฟังเพลงของคนอื่นๆ ว่าเขาทำกันยังไง ฉันฟังเพลงหลากหลายแนวมาก แล้วฉันว่ามันก็ช่วยด้วยนะคะ เพราะแต่ละแนวเพลงก็มีวิธีการมิกซ์ที่แตกต่างกัน แต่ฉันยอมรับเลยว่าขั้นตอนพวกนี้มันค่อนข้างเทคนิค แล้วบางทีก็ค่อนข้างน่าเบื่อ แต่ฉันเคยไปเรียนเกี่ยวกับมันมาด้วยค่ะ
หลังจากจบมัธยมปลาย ตอนอายุ 19 ฉันไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมเสียงค่ะ มันก็มีเรื่องสตูดิโอโปรดักชันอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่หลักสูตรจะเน้นไปที่ระบบเสียงสำหรับการแสดงสด แต่ฉันรู้สึกว่ามันช่วยให้ฉันค้นพบแนวทางการมิกซ์ของตัวเอง แล้วก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากตรงนั้นค่ะ
จนถึงทุกวันนี้ คุณยังคงมิกซ์และมาสเตอร์เพลงด้วยตัวเองทั้งหมดอยู่ไหม?
Shye : ใช่ค่ะ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าฉันเป็นศิลปินอิสระ แล้วการมิกซ์และมาสเตอร์มันมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ในฐานะที่ทำทุกอย่างคนเดียว ถ้าฉันสามารถลดต้นทุนได้บ้าง ฉันก็ต้องวางแผนให้ดีแล้วก็ใช้เงินอย่างคุ้มค่าค่ะ มันก็เลยกลายเป็นว่า โอเค ฉันชอบทำสิ่งนี้นะ แล้วมันก็ช่วยประหยัดเงินด้วย ทำไมฉันจะไม่ทำต่อไปแล้วก็พยายามฝึกฝนตัวให้เก่งขึ้นล่ะ
เท่าที่ฟังผลงานของคุณมาตั้งช่วงแรกจนถึงปัจจุบัน เพลงของคุณมีสไตล์ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะคุณยังค้นหาสไตล์ของตัวเองอยู่ หรือเป็นเพราะคุณสนุกกับการทดลองดนตรีในแนวต่างๆ?
Shye : สำหรับฉันแล้ว การทำเพลงทั้งหมดนี้เป็นเหมือนหนทางให้ฉันได้สำรวจและทดลองค่ะ ฉันคิดว่าฉันไม่มีแนวเพลงที่ตายตัว แต่จะมีองค์ประกอบบางอย่างในแต่ละเพลงที่เชื่อมโยงพวกมันเข้าด้วยกันค่ะ ตอนแรกฉันเริ่มทำเพลงแนวอิเล็กทรอนิกป็อป/อินดี้/เบดรูมป็อป แล้วก็มาจนถึงซิงเกิลล่าสุดอย่าง ‘Cecilia’ หรือ ‘Waited For You’ ที่ออกไปทางหนักและกรันจ์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ หรือพวกซินธิไซเซอร์ หรือองค์ประกอบจากตอนที่ฉันเริ่มทำเพลงแรกๆ อยู่ค่ะ ฉันไม่เคยอยากจะอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่ง ฉันชอบที่จะผลักดันตัวเองไปสู่แนวเพลงที่แตกต่าง ลองทำอะไรใหม่ๆ แต่เพราะเสียงของฉันอยู่ในทุกเพลง ไม่ว่าแนวเพลงจะแตกต่างกันมากแค่ไหน มันก็ยังคงเชื่อมโยงกันได้อยู่ดีค่ะ แต่ฉันจะขอบคุณผู้ฟังของฉันเสมอ เพราะพวกเขาเปิดใจกับทุกแนวเพลงที่ฉันลองทำ แล้วก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี มันน่าสนใจมากที่ได้เห็นว่าคนชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะทำแต่สิ่งที่คนชอบเสมอไป บางทีถ้าเราไม่ลองอะไรใหม่ๆ เราก็อาจจะไม่ค้นพบกลุ่มผู้ฟังใหม่ๆ ก็ได้ค่ะ
สังเกตว่าสองซิงเกิลล่าสุด ‘Cecilia’ กับ ‘Waited For You’ ค่อนข้างจะไปทางแนวเพลงอย่างชูเกซและดรีมป็อป นี่เป็นแนวเพลงที่คุณกำลังสนใจอยู่ ณ ตอนนี้ หรือเป็นเพราะมันกำลังเป็นกระแส
Shye : ถึงแม้ว่าตอนที่ฉันเริ่มทำเพลง ฉันจะทำเพลงแนวเบดรูมป็อป แต่ฉันก็ฟังเพลงแนวชูเกซและดรีมป็อปเยอะมากค่ะ ฉันเป็นแฟนตัวยงของ TITLE FIGHT และก็ฟัง Basement เยอะมากด้วย แต่เพราะตอนนั้นฉันเล่นกีตาร์หรือเครื่องดนตรีอะไรไม่เป็น แถมทักษะการมิกซ์และมาสเตอร์ของฉันก็ยังไม่ดี แนวเพลงพวกนี้มันมิกซ์และมาสเตอร์ยากกว่าเยอะค่ะ ตอนนี้ฉันแค่คิดว่าในเมื่อฉันทำเพลงมาได้สักพักแล้ว แล้วก็มั่นใจในทักษะของตัวเองมากขึ้น มันก็เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วที่ฉันจะลองทำเพลงในซาวด์สเคปแบบนี้ เพราะถ้าฉันทำมันเมื่อก่อน ฉันไม่คิดว่ามันจะออกมาดีเท่าไหร่ค่ะ (หัวเราะ) ฉันเบื่อกับแนวเพลงหลายๆ แนว แล้วก็มีเวลาได้สำรวจซาวด์ของตัวเอง ฉันคิดว่ามันจะต้องเกิดขึ้นในที่สุดค่ะ ฉันไม่แปลกใจเลยที่ตอนนี้ฉันทำเพลงแนวนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ฉันอยากลองทำมาตั้งแต่แรกแล้ว แค่ตอนนั้นฉันยังไม่รู้วิธีทำเท่านั้นเองค่ะ
เมื่อต้นปี 2024 คุณเป็นผู้เข้าแข่งขันในรายการเรียลลิตี้โชว์เกี่ยวกับเพลงและไอดอลชื่อ ‘Chuang Asia Thailand’ เล่าประสบการณ์การอยู่ในรายการนี้ที่กรุงเทพฯ ให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ?
Shye : ก่อนหน้านี้ในปี 2023 ฉันเคยเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้โชว์เกี่ยวกับเพลงรายการหนึ่งที่ประเทศจีนค่ะ แต่มันไม่ได้เป็นรายการไอดอล จะออกแนวรายการทีวีเรียลลิตี้เกี่ยวกับการแสดงดนตรีมากกว่า พอทาง Chuang ติดต่อมาถามว่าฉันสนใจเข้าร่วมรายการไหม ฉันก็ตกลง เพราะฉันเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่แล้วค่ะ ฉันอยู่ที่กรุงเทพฯ ประมาณ 3-4 เดือน มันเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะพื้นฐานและแนวทางการทำเพลงของฉันแตกต่างจากวงการไอดอลมากค่ะ จริงๆ แล้วฉันค่อนข้างตื่นเต้นที่จะได้ไป เพราะฉันมองว่ามันเป็นการพักผ่อนเล็กๆ น้อยๆ จากการทำเพลง ช่วงนั้นฉันรู้สึกค่อนข้างเหนื่อยล้าและเครียดกับเพลงของตัวเอง แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี ฉันก็เลยใช้เวลานั้นเหมือนไปพักผ่อน เพราะตอนอยู่ที่นั่น ฉันใช้โทรศัพท์ไม่ได้ ใช้คอมพิวเตอร์ไม่ได้ ทำเพลงไม่ได้เลย ต้องพักทุกอย่างค่ะ ยังไงก็ตาม ประสบการณ์นั้นก็น่าสนใจดีค่ะ มันแตกต่างจากที่ฉันคิดไว้บ้าง แต่แน่นอนว่าฉันไม่ใช่อไอดอล ไม่ได้รับการฝึกมาเพื่อสิ่งนั้น ตอนแรกก็รู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย แต่ฉันก็ได้เพื่อนที่ดีหลายคนที่ยังติดต่อกันอยู่ สิ่งหนึ่งที่ฉันได้จากรายการนั้นคือมิตรภาพกับเพื่อนๆ ผู้หญิงที่นั่น แล้วก็คำแนะนำดีๆ จากเมนเทอร์ด้วยค่ะ ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้ไปอยู่ในรายการเซอร์ไววัลไอดอล แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจดีค่ะ แน่นอนว่าการเป็นไอดอลไม่ใช่ทางของฉัน แต่ฉันคิดว่าสำหรับเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ที่นั่น มันเป็นสิ่งที่พวกเขามีความมุ่งมั่นอย่างมาก ฉันก็เลยดีใจกับพวกเขาด้วย แต่สำหรับฉันแล้ว พูดจริงๆ คือฉันมีความสุขมากที่ได้ออกมาตอนนั้น มันไม่ใช่ทางของฉันจริงๆ ค่ะ แต่ไม่ได้ไม่โอเคกัยการใครที่อยากจะเดินไปเส้นทางนี้นะคะ มันแค่ไม่ใช่สำหรับฉัน ฉันมีความสุขกับเพลงของตัวเองและวิธีการทำงานของตัวเองค่ะ
มาอยู่กรุงเทพฯ ร่วม 4 เดือน พวกคุณได้ออกไปไหนบ้างไหม
Shye : (หัวเราะ) ไม่ค่ะ เราไม่ได้ออกไปไหนเลย หลักๆ คือเรามีหอพัก เรานอนที่นั่น กินอาหารส่วนใหญ่ที่นั่น แต่ถ้ามีซ้อม พวกเขาก็จะเรียกรถตู้มารับพวกเราไปส่งแล้วก็รับกลับ เราออกไปไหนไม่ได้ ไปช้อปปิ้งหรือทำอะไรไม่ได้เลยค่ะ ถึงแม้ว่าฉันจะอยู่ที่กรุงเทพฯ นานขนาดนั้น แต่ฉันก็ไม่ได้สำรวจอะไรมากนัก เพราะฉันออกไปไม่ได้ค่ะ
โอเค แสดงว่าตอนนั้นคุณไม่ได้เห็นอะไรมากนัก แล้วก่อนหน้านี้คุณเคยมากรุงเทพฯ ไหมครับ?
Shye : เคยค่ะ จริงๆ แล้วคุณแม่กับฉันชอบมาเที่ยวเมืองไทยแบบสั้นๆ โดยเฉพาะมาซื้อของ เพราะพูดจริงๆ นะคะ ของที่สิงคโปร์แพงมากๆ แล้วฉันก็ชอบแฟชั่นที่เมืองไทย ชอบอาหารด้วย มันดีมากๆ เลยค่ะที่ได้มาพักผ่อนที่นี่สักสองสามวัน ทุกคนก็ให้การต้อนรับดีมากๆ น่ารักมากๆ ค่ะ บรรยากาศที่เมืองไทยดีมากๆ เลยค่ะ
นอกจากการมาเล่นคอนเสิร์ตแล้ว คราวนี้คุณอยากทำอะไรในกรุงเทพฯ อีกบ้างครับ?
Shye : อยากไปช้อปปิ้งค่ะ เสื้อผ้าของฉันหลายชุดก็มาจากกรุงเทพฯ เพราะปกติฉันไม่ค่อยได้ซื้อของที่สิงคโปร์เท่าไหร่ อยากไปกินอาหารด้วย แต่ฉันไม่ค่อยรู้ว่าร้านอาหารไทยอร่อยๆ อยู่ที่ไหนบ้าง แล้วก็! ฉันอยากนั่งเรือไป ICONSIAM อีก ตอนกลางคืนมันสวยมากๆ ค่ะ นั่นก็เป็นอีกอย่างที่อยากทำค่ะ
อาหารไทยจานโปรดของคุณคืออะไร?
Shye : ฉันชอบผัดซีอิ๊วมากๆ ค่ะ เป็นหนึ่งในเมนูโปรดเลยค่ะ อีกอย่างอาจจะแปลกหน่อย เพราะปกติฉันไม่ชอบมะพร้าว แล้วก็ไม่ชอบมะม่วงด้วย แต่ฉันชอบข้าวเหนียวมะม่วงนะคะ พอมันรวมกันแล้วฉันก็โอเคค่ะ แต่สำหรับฉัน มีอีกอย่างที่ฉันคิดว่าฉันเคยแคปรูปไว้ อ๋อ! โรตีกล้วย! ฉันชอบมากๆ ค่ะ! ตอนเด็กๆ ที่ฉันไปเที่ยวเมืองไทยกับครอบครัว ฉันจะต้องสั่งอันนี้ตลอด แล้วฉันจำได้ว่าเคยดูแม่ค้าทำด้วย มันเป็นอาหารที่ทำให้ฉันคิดถึงอดีตมากๆ ค่ะ ไม่ได้กินนานแล้ว หวังว่าทริปนี้ที่ฉันกลับไป ฉันจะได้กินนะคะ นั่นแหละค่ะของโปรดฉันเลย
มาคุยกันเรื่องภาษาประจำชาติของคุณบ้างดีกว่า นั่นก็คือ Singlish มีคำ Singlish คำไหนที่คนควรจะรู้ก่อนไปเที่ยวสิงคโปร์ หรือถ้าอยากจะสร้างความประทับใจให้คนสิงคโปร์?
Shye : พูดจริงๆ นะคะ เวลาเห็นคนเรียน Singlish พวกเขาก็จะเรียนแค่คำว่า 'lah', 'lor', 'leh' แต่ฉันว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะเลยค่ะ มันแทบจะเป็นเรื่องของโครงสร้างประโยคเลยด้วยซ้ำ เราใช้ไวยากรณ์ที่ผิดเยอะมากค่ะ (หัวเราะ) เราจะย่อประโยคเยอะมาก อย่างเช่น ถ้าคุณจะถามใครว่า 'Where do you want to eat?' ในภาษา Singlish หรือแบบคนสิงคโปร์จะพูดว่า 'Aeh, later you wanna makan where?' มันไม่ใช่แค่เติม 'lah' ท้ายประโยคเฉยๆ ค่ะ (หัวเราะ) แต่ถ้าให้เลือกคำหนึ่งคำที่อาจจะสร้างความประทับใจให้คนได้ ถ้าคุณอยากจะพูดถึงอะไรที่มันแย่มากๆ หรือแบบ 'โอ้โห จะทำยังไงดี?' คุณสามารถพูดว่า 'Wa-sian' ค่ะ 'Sian' มันเหมือนกับเวลาคุณอยากจะออกไปข้างนอกแล้วฝนเริ่มตก คุณก็จะแบบ 'wa-sian' หรือแม้แต่ตอนคุณตื่นมาแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี คุณก็พูดได้ว่า 'today I feel so sian' อะไรแบบนั้นค่ะ อีกคำหนึ่ง... ฉันสังเกตว่าเราใช้กันเยอะมาก ซึ่งฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง อาจจะเหมือนกับเวลาที่คุณไม่มีไอเดียชัดเจนว่าจะทำอะไร คุณก็จะพูดว่า 'It’s ok, just anyhow.' อะไรแบบนั้นค่ะ อาจจะเป็นเพราะฉันโตมาในสิงคโปร์ แล้วก็พูดแบบนี้มาตลอด มันเลยยากที่จะอธิบายความหมายของมัน เรามีคำ Singlish ที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมอีกเยอะแยะเลยค่ะ ซึ่งมันเป็นธรรมชาติมากๆ สำหรับเรา แล้วมันก็ดีมากๆ เวลาเจอคนที่เข้าใจเวลาเราพูดแบบนั้น เพราะสำหรับฉัน เวลาคุยกับคนใหม่ๆ แน่นอนว่าฉันจะพูดภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง แต่ถ้าอยู่กับเพื่อนก็จะแตกต่างกันนิดหน่อยค่ะ
ในความคิดของคุณ สถานการณ์ปัจจุบันของซีนดนตรีสิงคโปร์เป็นอย่างไรบ้าง?
Shye : ฉันรู้สึกว่าตอนนี้ซีนดนตรีของสิงคโปร์มีชีวิตชีวามากค่ะ ฉันรู้สึกว่ามีหลากหลายแนวเพลงได้รับการนำเสนอ ฉันรู้สึกจริงๆ ว่ามีพื้นที่สำหรับทุกคน แล้วมันก็ดีมากๆ ที่ได้เห็นศิลปินเล็กๆ ได้รับการสนับสนุนตั้งแต่เริ่มต้น ฉันคิดเสมอว่าคนรุ่นใหม่เปิดใจและให้การสนับสนุนวงการเพลงท้องถิ่นในสิงคโปร์มากขึ้น พวกเขาเคยมีทัศนคติที่ไม่ดีว่า 'โอ้ เพลงท้องถิ่นไม่ค่อยดี หรือเราไม่ควรสนับสนุนศิลปินท้องถิ่นเพราะพวกเขาไม่เก่งเท่าไหร่' แล้วบางทีเราก็ถูกเปรียบเทียบกับศิลปินตะวันตกเยอะมาก แต่ก็ยังมีศิลปินเล็กๆ อีกหลายคนที่อาจจะไม่ได้รับการเปิดเผยมากเท่าศิลปินคนอื่นๆ เพราะบางทีพวกเขาอาจจะไม่รู้จักคนที่ใช่ หรืออาจจะยังไม่ได้เข้าสู่วงการเร็วเท่าวงอื่นๆ เพราะวงเหล่านั้นอาจจะอยู่ในวงการมานานกว่า แต่ฉันว่ามันกำลังเติบโตขึ้นค่ะ ฉันคิดว่าตอนนี้คนเริ่มตระหนักแล้วว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีทีมงานทั้งหมดอยู่เบื้องหลังก่อนที่คุณจะเริ่มทำเพลง คุณแค่มีตัวเอง เพื่อนๆ แล้วก็คอมพิวเตอร์ก็ทำเพลงได้แล้ว มันดีมากๆ ที่ได้เห็นศิลปินใหม่ๆ ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนและทุกๆ อย่าง แล้วฉันคิดว่าทัศนคติที่ว่าเพลงท้องถิ่นไม่เจ๋งอาจจะหายไปแล้ว มันก็อาจจะกลับมาบ้างเป็นครั้งคราวสำหรับคนที่อยากจะมองในแง่ลบ แต่คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ก้าวข้ามสิ่งนั้นไปแล้ว และคิดว่าพวกเขาควรจะมองเข้ามาที่ความสามารถของพวกเราเองในสิงคโปร์ค่ะ
คุณช่วยแนะนำ 3 ศิลปินสิงคโปร์ที่คุณอยากแนะนำให้ผู้อ่านของเราได้ไหม
Shye : หนึ่งในวงสิงคโปร์แรกๆ ที่ฉันฟังคือ SOB พวกเขาอาจจะไม่ค่อย active เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ฉันก็ยังชอบเพลงของพวกเขามากๆ ค่ะ ฉันชอบวงที่ชื่อ Carpet Golf ด้วย แล้วก็มีวงเมทัลคอร์ชื่อ Aggressive Raisin Cat ก็เก่งมากๆ ค่ะ แล้วฉันก็ชอบ Curb ด้วยค่ะ
ช่วยพูดถึงซิงเกิลล่าสุดของคุณ ‘Waited For You’ สักหน่อยครับ
Shye : ตอนที่ฉันเขียนเพลงนี้ ฉันกำลังคิดถึงไอเดียของจุดเริ่มต้น ตรงกลาง และตอนจบ เพราะในทุกสถานการณ์ที่เราเจอ มันจะมีจุดเริ่มต้น แล้วก็มีบางอย่างเกิดขึ้นตรงกลางซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าตอนจบจะเป็นยังไง ฉันเอาแนวคิดนั้นมาเปรียบเทียบกับช่วงเวลาของวัน คือ เช้า กลางวัน และเย็น เรามักจะได้ยินคนพูดถึง 'พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก' แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงตอนกลางวัน เพราะมันเหมือนเป็น grey-area แต่ฉันคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สิ่งสำคัญหลายอย่างสามารถเกิดขึ้นได้เพื่อที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ได้
สำหรับเพลงนี้ หลักๆ แล้วมันเป็นเพลงรัก เป็นเพลงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ที่คุณอยู่ในจุดกึ่งกลางของความสัมพันธ์หรือสถานการณ์ที่คุณต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อหรือจะอยู่ต่อ แต่มันเป็นพิษ และคุณรู้ว่าคุณไม่ควรอยู่ แต่คุณก็ห้ามใจไม่ได้ และฉันคิดว่ามันเป็นสถานการณ์ที่หลายๆ คนเคยเจอ มันเหมือนกับคุณรู้ว่าคุณไม่ควรอยู่ แต่คุณก็ยังอยากอยู่ หรือคุณแค่หวังและภาวนาว่าบางทีคุณอาจจะคิดมากไปเอง หรือคุณอาจจะดราม่าเกินไป แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันเป็นพิษ
ตอนที่ฉันเขียนเพลงนี้ มันเหมือนออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ฉันคิดว่าเพลงแบบนี้มันพิเศษสำหรับฉันเสมอ โดยเฉพาะเนื้อเพลง มันออกมาจากความรู้สึกที่อยากจะสำรวจซาวด์ที่ฉันอยากจะทำ ฉันสังเกตว่าฉันมักจะมีไอเดียใหญ่ๆ ขึ้นมาตอนที่ฉันกำลังจะไปขึ้นเครื่องบินหรืออะไรทำนองนั้น อย่างเพลง ‘Cecilia’ ฉันเขียนมันก่อนที่จะไปต่างประเทศกับครอบครัว แล้วเพลง ‘Waited For You’ ฉันก็เขียนมันเมื่อไม่นานมานี้ก่อนที่ฉันจะออกจากประเทศอีกครั้ง มันน่าหงุดหงิดมากค่ะ เพราะพอเป็นแบบนั้น ฉันก็ไม่สามารถอัดเพลงให้เสร็จก่อนออกเดินทางได้ แต่นั่นก็เป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับวิธีการเขียนเพลงของฉัน มันเป็นเพลงที่เรียบง่ายมากค่ะ ฉันว่า แค่เกี่ยวกับไอเดียที่ว่า สถานการณ์ที่คุณเจออยู่มันไม่ดีที่สุด แล้วหลายๆ ครั้งเราก็ยึดติดกับสิ่งที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าควรปล่อยไปแล้ว แต่เราก็ทำไม่ได้ มันเป็นเพลงที่เศร้ามากค่ะ แล้วฉันก็สังเกตว่าฉันเขียนเพลงเศร้าเยอะมาก แต่ฉันไม่ได้เศร้านะคะ
แผนในอนาคตอันใกล้นี้ของคุณคืออะไร แล้วพวกเราคาดหวังอะไรได้บ้างจากอัลบั้มเต็มที่ 2 ของคุณ
Shye : คุณจะได้ฟังเพลงอย่าง ‘Cecilia’, ‘Waited For You’, ‘The Sun will Cry’ อยู่ในอัลบั้มนี้ด้วยค่ะ จริงๆ แล้วอัลบั้มนี้ตั้งใจจะปล่อยเมื่อปีที่แล้ว แต่ฉันรู้สึกไม่แน่ใจ ก็เลยอยากจะให้เวลาตัวเองมากขึ้นหน่อยเพื่อที่จะคิดทบทวน เพราะสภาพจิตใจของฉันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฉันรู้สึกว่าถ้าฉันปล่อยอัลบั้มนั้นไป มันจะรีบร้อนมาก ฉันก็เลยขอโทษคนที่รอคอยมันเมื่อปีที่แล้ว แต่ฉันอยากจะมั่นใจว่าสิ่งที่ฉันปล่อยออกมามันเป็นสิ่งที่ฉันภูมิใจมากๆ อัลบั้มนี้ฉันว่ามันเป็นการผสมผสานดนตรีหลายสไตล์ ฉันไม่รู้จะจัดแนวเพลงยังไงดี ฉันว่ามันเป็นดรีมป็อปที่มีกลิ่นอายของชูเกซนิดหน่อย แต่ฉันว่ามันก็ยังคงมีพื้นฐานเป็นอินดี้ป็อปที่มีองค์ประกอบของแนวเพลงอื่นๆ ผสมอยู่บ้าง แน่นอนว่าเราต้องรอจนกว่าอัลบั้มจะออกมาค่ะ จะมีเพลงใหม่อย่างแน่นอน ซึ่งฉันก็ตื่นเต้นมากๆ ที่ได้ทำ แต่ทุกอย่างก็จะโปรดิวซ์ มิกซ์ และมาสเตอร์โดยฉันเองทั้งหมดค่ะ
อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับคุณในฐานะศิลปิน
Shye : สิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันภูมิใจมากที่สุดด้วย ก็คือการที่ฉันเป็นศิลปินอิสระและทำทุกอย่างด้วยตัวเองตั้งแต่เริ่มต้น เพราะฉันรู้สึกว่าในฐานะคนที่สื่อสารความคิดออกมาเป็นคำพูดได้ยาก แล้วก็อธิบายให้คนอื่นเข้าใจยาก การเป็นศิลปินอิสระทำให้ฉันต้องก้าวออกจาก Comfort Zone เพื่อหาวิธีทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ฉันสามารถโปรดิวซ์ เขียนเพลง อัดเพลง และมิกซ์เพลงเองได้ทั้งหมด ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ฉันปล่อยออกมามันเป็นตัวฉันมากที่สุด มันจริงแท้ที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ นั่นก็เป็นสิ่งหนึ่ง ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันคือการรักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาค่ะ
อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดของการในฐานะ Shye
Shye : ฉันคิดว่าคงต้องบอกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ฉันมีกับผู้ฟังของฉันค่ะ ฉันว่าพวกเขาทำให้ฉันรู้สึกสบายใจมากๆ เสมอ แล้วฉันก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำให้พวกเขารู้สึกเชื่อมโยงกับฉันด้วย แล้วถ้าไม่มีพวกเขา ฉันก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ช่าย จะไม่ใช่ ช่าย ถ้าไม่มีพวกเขา พวกเราเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดกันค่ะ
Shye กำลังจะมีเดบิวโชว์ในไทยกับงาน Wildest Youth presents: SHYE Live in Bangkok ศิลปิน dream-pop/shoegaze รุ่นใหม่จากสิงคโปร์ที่มาแรงที่สุดในนาทีนี้ พร้อมวงเจ้าบ้านอีก 2 วงที่จะมาเติมความสนุกให้กับค่ำคืนนั้น กับ Death of Heather และ Slowwves มาสัมผัสดนตรีที่นุ่มนวลชวนฝันของเธอได้ วันเสาร์ที่ 26 เมษายน Blueprint Livehouse จับจองบัตรได้ที่ Ticketmelon

